ปลายหุบของเภสัชกรไทย ; The Ending Thai Pharmacist

โพสต์เมื่อ วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน 2553 เวลา 23:07 | เข้าชม 151 ครั้ง


ปัจจุบัน..

..คนเป็นหมอ ..ถ้าไม่เก่งจริง ก็ต้องตะเกียกตะกายให้เก่ง , ถ้าเป็นแค่หมอหกปี..ก็เป็นได้แค่เลเบอร์ค่าตัวแพงในห้องตรวจโอพีดี

..คนเป็นหมอฟัน ..ถ้าไม่เก่งจริงก็ยังอยู่ได้ แต่ก็ต้องตะเกียกตะกายให้เก่งกว่าเดิมเพื่อให้ตัวเองโดดเด่นกว่าหมอฟันคนอื่นๆ

..คนเป็นเภสัชกร ..กำลังจะเป็นคนชั้นล่างถึงกลางในสังคมไทย

 

 

 

 

 

เกริ่นนำแค่นี้ก่อนครับ,

คงจะเป็นบล้อครุ่นสุดท้าย คงจะเป็นบล้อคที่ผมจะเขียนไว้ในภาวะที่ยังเรียกตัวเองว่า.."เภสัชกร",

"กับเกือบยี่สิบปีในวิชาชีพนี้,มีอยู่มีกินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวด้วยวิชาชีพเภสัชกรรม,ตะเกียกตะกายมีชีวิตรอดมาได้ด้วยวิชาชีพเภสัชกรรม, เห็นการเปลี่ยนแปลงของแทบจะทุกภาคส่วนของกลุ่มมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าเภสัชกรไทย...

...ฯลฯ กับวงการนี้!!

...

...เกาะบอยจะพยายามเขียนให้ถึงตอนจบในปี๕๓นี้ครับ"

 

 

 

 

โปรดติดตามด้วยความระทึก นะครับ คุณภก.และภญ.

(ปล.เภสัชกรที่ใจไม่แข็งพอ..โปรดทำใจก่อนอ่าน!)

 

 

 

 

๑. ที่ยืนของเภสัชกรไทย

หมอ,หมอฟัน,เภสัชฯ..
อดีต
..เคยยืนอยู่ระนาบใกล้เคียงกัน
..อาจมีบางครั้งบางงาน ที่หมอเด่น,หมอฟันเด่น หรือเภสัชฯเด่น ขึ้นอยู่กับว่างานที่ทำอยู่นั้นใครเป็นหัวหน้างาน

ปัจจุบัน
..หมอกับหมอฟันยังยืนใหล่ชนกัน ,ต่างคนต่างยอมรับว่าวิชาชีพสองวิชาชีพนี้กินกันไม่ลง
โดยมีเภสัชฯแหงนหน้าขึ้นมองสองอาชีพนี้อย่างทำใจยอมรับสภาพของตน,
แภมบางครั้งและหลายครั้ง..เภสัชฯอยู่ล่างกว่าพยาบาล(ผู้ทำใจรับสภาพต่ำค่ากว่าหมอsมานานแล้ว)เสียด้วยซ้ำ!
..ช่องว่างระหว่างหมอs (ทั้งหมอรักษาฯกับหมอฟัน)นับวันยิ่งขยายห่างกว้างออกไป ออกไป และออกไป

อนาคตอันใกล้
..เภสัชกรไทยไม่สามารถหือได้กับหมอ(s) อย่างแน่นอน



"เภสัชกรไทยเอ๋ย..โปรดจงรับรู้ว่าการที่ทำเป็นอ้าปากกว้างร้องแรกแหกกระเฌอเรียกร้องหาความเท่าเทียมกันระหว่างหมอ(s)กับตัวเองนั้น..มันเป็นไปไม่ได้หรอก, ฝันไปเหอะ, ปลอบใจกันไปเหอะ, ตอแหลพากันสร้างความฮึกเหิมกันไปเหอะ, ..เป็นความหวังลมๆแล้งๆเท่านั้นแหละ!"

 

 

๒.รายได้ของเภสัชกร

กรณีเป็นมนุษย์เงินเดือน (ได้แก่เภสัชฯข้าราชการ และเภสัชลูกจ้างในหน่วยธุรกิจเอกชน)
..จะเป็นแค่เพียงพอกับการรักษาสถานะชนชั้นกลางในสังคมไทย คือมีกิน, มีรถเล็กๆ,มีบ้านเล็กๆ,มียอดหนี้ที่พอส่งได้,ส่งลูกเรียนได้,ซื้อของฟุ่มเฟือยได้บ้าง,เก็บได้บ้าง,ได้ไปเที่ยวเมืองนอกเมืองนาบ้าง แต่ก็ต้องหลายๆปีถึงจะได้ไปซักครั้งหนึ่ง
..ไม่รวย แต่ก็ไม่จน

กรณีเป็นเจ้าของกิจการด้านยา (คงไม่พ้นการเป็น"เจ้าของร้านขายยา)
..รายได้มากกว่าพวกเภสัชฯมนุษย์เงินเดือนเล็กน้อย
..มีโอกาสน้อยมากที่จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างเช่นในอดีต
เพราะ
-เภสัชกรไทยมีการผลิตออกมามากมายเหลือเกิน แย่งกันหา แย่งกันขยายสาขา
-คนนอกวิชาชีพเข้ามาทำร้านยามากขึ้น
-"ใครมีตังค์ก็ตั้งร้านยาได้"! และ "เภสัชกรที่พร้อมจะให้เอาป้ายไปแขวนเพื่อแลกกับเงิน" ยังคงจะเป็นเรื่องราวที่พบเห็นได้เสมอ

..คำว่า "น้ำซึมบ่อทราย" ..ยังใช้กับการที่เภสัชฯเปิดร้านยาด้วยตัวเอง ได้เสมอ

 

 

๓.ความเป็นปึกแผ่น/ความแน่นเหนียวในวิชาชีพ/ความรักกันในวิชาชีพ ระหว่างเภสัชกรไทยด้วยกันเอง

..น้อยลง,ห่างเหิน
..ต่างคนต่างไม่เห็นความสำคัญ
..แทบจะไม่มี

เพราะต่างคนต่างต้องการเอาตัวเองให้รอด
(รอดได้ก็บุญแล้ว!!)

 

 

๔.๑ อดีตคือยุคที่ใบประกอบโรคศิลปะหาได้ง่ายๆ , ใบประกอบฯราคาไม่แพง

นับตั้งแต่เภสัชกรถูกผลิตมาตั้งแต่สมัย "วิทยาลัยแพทย์" มาจนถึงช่วงประมาณปีพศ.๔๐ (ตัวเลขชัดๆคงจะบวกลบไม่กี่ปี)..เภสัชกรไทยไม่ต้องตะเกียกตะกายหาใบประกอบโรคศิลปะ; กล่าวคือขอให้พาตัวเองให้จบปริญญาเภสัชเหอะ ไม่ว่าจะจบจากที่ไหน ก็ได้ใบประกอบฯ เช่นจบจากจุฬาฯ, เชียงใหม่, สงขลา, ต่างก็ได้ใบประกอบฯกันถ้วนหน้า, ได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสอบ!!
** แม้แต่เภสัชกรจากมหาลัยห้องแถวที่ฟิลิปปินส์ก็ได้ใบประกอบฯ !!
(มีเภสัชฯหลายคนที่ทำกร่างอยู่ในแวดวงสาสุขไทยปัจจุบัน เป็นเภสัชฯที่คนยุดผมเรียกว่า.."จบปินส์" ,
ทั้งที่เป็นคนใหญ่ในกระทรวง,ในอย.,ในสสจ.,ในรพ.รัฐ,ในรพ.เอกชน,ในร้านยายี่ปั๊วใหญ่ๆหลายจังหวัด,ในโรงงานยา)**


๔,๒ ปัจจุบันคือยุดที่..การมีใบประกอบฯคือการมีเงิน, ใบประกอบฯมีราคาแพง, เภสัชฯไร้ใบประกอบคือเภสัชฯไร้ค่า!!

กว่าที่เภสัชกรจะได้ใบประกอบนั้นยากเย็ญแสนเข็ญยิ่งนัก
-ต้องทุ่มเทเรียนหนังสืออย่างหนัก
-ต้องลงทุนด้วยเงินและเวลามากมาย

..มีหลายองค์กรที่ทำมาหากินจากความต้องการสิ่งที่เรียกว่า"ใบประกอบโรคศิลปะ"นี้
**องค์กรที่กล่าวมานี้..ที่สำคัญที่สุด และมีบทบาทที่สุด องค์กรนั้นเรียกว่า.."มหาวิทยาลัย.."

 

 

 

๕.๑ สังคมเภสัชฯ ไม่มีคนดีเพียงพอที่มาเป็นคนปกครองเภสัชกรไทย

ขยายความได้ว่า..
..ทั้งเภสัชฯข้าราชการ
..ทั้งเภสัชฯที่เป็นสมาคม หรือ ชมรม
..ทั้งตัวแทนที่เภสัชฯเลือกไป

ต่างก็ดำรงชีวิตแบบ.."ไปวันๆ" ซะส่วนใหญ่,
มีน้อยคนนักที่จะทำความดีให้เพียงพอที่จะสร้างสังคมให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหูชัดตาในชาตินี้ (แปลว่าคงต้องใช้เวลาหลายชั่วชีวิตคนที่จะมีสังคมเภสัชฯที่ดีได้ )
,
และมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยในโลกแห่งเภสัชกรรมไทย
เพราะ
..เภสัชฯข้าราชการ ไม่เคยทำงานให้เต็มที่
เอาแค่เภสัชฯสสจ. กับ เภสัชฯอย. จะมีซักกี่คนที่..เอาจริง!

..เภสัชฯที่เป็นสมาคม หรือ ชมรม
มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว,ส่วนพวก,ส่วนกลุ่ม ในทุกสมาคมหรือชมรมของเภสัชฯ
อีกทั้งมีการหนุนหลังโดยบริษัทห้างร้านที่หวังผลประโยชน์จากทุกกิจกรรมชองสมาคมหรือชมรมของเภสัชฯด้วย

..ตัวแทนที่เภสัชฯเลือกไป..ที่ชื่อ "กรรมการสภาฯ"
ฝีมือ ความสามารถ ความทุ่มเท และกำลังใจของ"ผู้ถูกเลือก" ตกต่ำลงๆไปเมื่อเวลาผ่านไป
ในขณะที่ความคาดหวังของเภสัชกรไทยในฐานะ"ผู้เลือก"ก็เพิ่มขึ้นๆเมื่อเวลาผ่านไป


๕,๒ เภสัชกรไทยที่ดีๆ มักหมดแรงที่จะทำดี
..สุดท้ายก็หมดกำลังกาย หมดกำลังใจ หมดกำลังทรัพย์ หมดกำลังหนุนจากครอบครัว..
..ในที่สุดก็ท้อแท้, เก็บตัวอยู่อย่างตัวคนเดียวกับสังคมรอบข้างเพียงไม่กี่คน..ลืมสิ่งที่เคยคิดจะทำให้แก่วงการเภสัชกรรมไทยที่เคยตั้งใจไว้ เสียหมดสิ้น!!

 

 

๖.เภสัชฯโรงบาลไม่ใช่เภสัชกรเต็มตัว (แปลว่าทำงานได้คนละนิดคนละหน่อยแค่นั้นเอง)

ที่ รพ.,
แม้มีเภสัชกรมากมายหลายคนในรพ. แต่ก็หาใช่ทุกคนจะทำงานเภสัชกรรมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มกำลังความสามารถของตัวเองไม่,

หลายคนไม่มีความรู้ความสามารถพอที่จะทำงานที่รพ.คาดหวังให้ทำได้
หลายคนขี้เกียจที่จะทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่เภสัชฯตัวน้อยเรียกเค้าว่า.."หัวหน้า"
หลายคนถูกระบบของรพ.กีดกั้นสมองไม่ให้คิด กีดกั้นโอกาสไม่ให้พัฒนางาน
หลายคนทนไม่ได้..ก็ลาจากรพ.ที่เคยทำงานอยู่..หลีกหนีจากรพ.ไปตามยถากรรม



๗. ร้านขายยาเล็กๆแพ้ร้านขายยาใหญ่ๆ ในทุกทำเล

ที่ร้านขายยา,
แม้จะมีเภสัชกรหลายคน,หลายร้าน ทุ่มเทกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังใจ ทำร้านของตัวเองให้เป็นร้านขายยาที่ดี ที่มีคุณภาพตรงตามกลักการของร้านขายยาในฝันอย่างที่เคยถูกพร่ำสอนมา
แต่..
"ทุกร้านที่ทำท่าจะเป็นร้านดีๆ"เหล่านั้นก็ไม่มีทาง ไม่มีปัญญา สู้กับร้านยาใหญ่ๆในจังหวัด หรือในเขตที่ร้านของตัวเองตั้งอยู่ได้,
ถึงพยายามสู้..ก็แพ้!



ร้านยาใหญ่ๆ ...เป็นร้านที่เห็นแก่เงินทั้งนั้น!
และการเห็นแต่เพื่อให้มาเพื่อเงินของร้านยาใหญ่ๆตามที่ผมกล่าวหานั้น..ไม่เว้นแม้แต่ร้านขายยาที่มีการรับรองว่าเป็น"ร้านยาคุณภาพ"

 

 

๘. ความยอมรับและความเคารพนับถือของคนไทยต่อเภสัชกรเรียงตามลำดับจากมากไปน้อยคือ ..เภสัชกร รพ.ใหญ่ๆ, รพ.เล็กๆ,คนที่ทำงานประจำอยู่ในร้านยา,อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย,งานบริหารราชการระดับกระทรวงหรือเขต,งานบริหารระดับจังหวัด,โรงงานผลิต,ดีเทล,อาชีพอื่นๆ

เภสัชกร รพ.ใหญ่ๆ, รพ.เล็กๆ..
-รพ.มหาลัย>รพศ.>รพท.>รพช.
-ในขนาดรพ.เท่ากัน..เภสัชฯที่เป็นหัวหน้า ดูดีกว่าระดับลูกน้อง

เภสัชฯที่ทำงานประจำอยู่ในร้านยา..
-ร้านใหญ่ๆยอดขายดี>ร้านเล็กๆยอดขายดี>ร้านใหญ่ขายไม่ดี>ร้านเล็กขายไม่ดี
-เภสัชฯอายุมาก>เภสัชฯอายุน้อย>เภสัชจบใหม่

เภสัชที่เป็นอาจารย์
-มหาลัยราชการดังๆในกรุงเทพ>มหาลัยราชการดังๆในต่างจังหวัด>มหาลัยเอกชนเก่าๆ>มหาลัยเอกชนใหม่ๆ
-อธิการฯปัจจุบัน>อดีตอธิการ>คณบดี>รองคณบดี>ศ.>ดร.>รศ.หรือผศ.>อาจารย์สอนนาน>อาจารย์สอนไม่นาน
-จบจากนอก>จบในไทย

เภสัชที่ทำงานงานบริหารราชการระดับกระทรวงหรือเขต,งานบริหารระดับจังหวัด ..
-กระทรวงฯ>เขต>จังหวัด
-หัวหน้า>ลูกน้อง

เภสัชฯโรงงานผลิต
-โรงงานขององค์การเภสัชฯ>โรงงานดัง>โรงงานไม่ดัง

เภสัชฯดีเทล
-บริษัทชื่อฝรั่ง>บริษัทชื่อไทยที่คุ้นหู(องค์การเภสัชฯก็อยู่ในกลุ่มนี้)>บริษัทชื่อไทยที่ไม่คุ้นหู
-ทำตัวหรูหรา>ทำตัวพื้นๆ

เภสัชฯนอกฟิลด์(อาชีพอื่นๆ)
-ไม่แตกต่างกันในระหว่างเภสัชฯนอกฟิลด์ด้วยกัน
แต่ถ้าเทียบกับคนอาชีพเดียวกันแต่ไม่ใช่เภสัชฯ ก็จะยังดูดีกว่า เล็กน้อย!

 

 

๙. ระหว่างยาราคาถูก กับ ยาจากมือของเภสัชกร..คนไทยเลือก ยาราคาถูก ซะเป็นส่วนใหญ่,
และระหว่างยาแค่กินเป็นคำๆแค่เพียงพอให้อาการป่วยทุเลาเบาบางลง กับ การกินยาให้ครบคอร์ส...คนไทยเลือกแบบกินเป็นคำๆ

เภสัชกรไทยต่อสู้กับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน (น่าจะก่อนผมเป็นเภสัชฯหลายปี),
แต่คนไทยที่ไม่ใช่เภสัชฯ จะไม่ทำตามคำแนะนำอย่างเป็นนิสัยที่ติดตัวตลอดไป; เค้าเหล่านั้นยังชอบกินยาแบบครั้งสองครั้ง,ชอบกินยาจากร้านขายของชำใกล้บ้าน,ชอบยาโฆษณาเกินจริง,ชอบยาชุดเทพและมหาเทพที่จ่ายโดยคนที่ไม่ใช่เภสัชฯ,ชอบเชื่อคนข้างบ้านที่ไม่ใช่เภสัชฯ

"คนไทยฟังเภสัชฯพูด,คนไทยฟังเภสัชฯแล้วเข้าใจ(เป็นการเข้าใจในขณะที่ฟังเภสัชฯพล่ามอยู่)
แล้วคนไทยก็ทำท่าจะเชื่อ, แล้วทำท่าว่าจะทำตามที่เภสัชแนะนำ,...
...แต่พอกลับไปบ้าน, หรือเมื่อเวลาผ่านไปเล็กน้อย..เค้าก็จะลืมแทบทั้งหมดที่เภสัชฯเคยพูดไว้!!"


สุดท้าย..เภสัชฯก็เบื่อ ก็เซ็ง ..เลยไม่พูดมากอีกต่อไป

 

 

๑๐. เภสัชฯสายงานดีเทล..ไปก่อนเพื่อนตั้งนานแล้ว!!"

ไม่นานมานี้,เป็นยุครุ่งเรืองของ"เภสัชฯดีเทลยา"
ในยุคนั้น....เงินเดือน,เบี้ยเลี้ยง,อินเซนถีฟจากการขาย,การปิดทาร์เก็ท,คอมฯเก็บ,รายได้จากการขายแซมเปิล,ขายกิมมิก,ขายยาลอยออร์เดอร์,บิลเลี้ยงลูกค้า,บิลน้ำมันรถ...รวมกันแล้วขี้หมูขี้หมาก็เดือนละห้าหกหมื่น ส่วนใหญ่ก็ได้แสนบวกลบเล็กน้อย, ปิดควอเตอร์ได้อีก, ปิดปีก็ได้อีก, บริษัทพาเที่ยวเมืองนอกตลอด

ปัจจุบัน..
..เดือนนึงได้กี่บาท?, มีรถรุ่นใหม่ๆ,มีสวัสดิการงามๆให้หรือไม่?
บริษัทยาใหญ่ๆแทบจะไม่จ้างดีเทลเภสัชฯ, หันไปจ้างคนขายเก่งๆและอดทนถึกๆที่ไม่ใช่เภสัชฯแทน
 
 


แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • capturebynan

    เข้ามาถอนหายใจยาวๆ สักหลายๆที เฮ้อ............ จึกเข้ากลางใจ เป็นความจริงค่ะ

    โพสเมื่อ 8 ส.ค. 55 เวลา 09:48
  • ppatcharaporn

    เข้ามาเป้นกำลังใจค่ะ
    ด้วยพลังที่ต่างมีและส่งให้กันและกัน
    ยังเชื่อมั่นว่าเราจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมกันได้อีก

    อาจจะคนละบทบาทหน้าที่
    ถ้าต่างรับผิดชอบและเคารพยอมรับกันและกัน
    สังคมของเราก็จะสงบสุข

    สังคมเภสัช' คงต้องเปิดตัวออกมา สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้มากขึ้น บนพื้นฐานของงานบริการเภสัชกรรม

    ไม่เสียใจนะ ... ที่ได้เป็นเภสัชกรคนหนึ่ง (แม้ตอนนี้ อาจจะมีบทบาทในการพัฒนาทางด้านอื่น มากกว่าในสายสาขาวิชาชีพเภสัชกรรมก็ตาม)
    และดีใจที่.. เมื่อมีประเด็นปัญหาใดๆ ก็มักจะมีพรรคพวกน้องพี่มาทำอะไรๆ บ้างเพื่อวิชาชีพฯ

    เข้มแข็งไว้นะคะ เรื่องร้ายๆ ไม่ได้มีเพียงหนเดียว
    เมื่อผ่านไปได้... หนอื่นๆ ก็ไม่ความหมาย
    มีอะไรก็คุยกันได้นะ

    รัก &เชื่อมั่น ... พี่เปิ้ล

    โพสเมื่อ 30 มิ.ย. 53 เวลา 23:36
  • tonyamis

    หายากมากเพราะทุกวิชาชีพมีคนติดกิเลส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ หมั่นทำความดี ไม่ทำความเดือดร้อน มองโลกในแง่บวกอย่างเป็นธรรม ชีวิตรุ่งเรืองอย่างพี่แน่นอน อย่าคิดมาก

    โพสเมื่อ 28 มิ.ย. 53 เวลา 00:44
  • thelegendkohboy

    ๑๑. ฮีโร่ที่เป็น.."เภสัชกรไทย" หายากมากในสังคมไทย

    เภสัชกรไทยมีกี่สายงาน?..
    ..รพ.
    ..สสจ.
    ..อย.
    ..อาจารย์
    ..องค์การฯ
    ..กระทรวงฯ
    ..NGOs
    ..งานขาย/มาร์เก็ตติ้ง
    ..โรงงานผลิตยา
    ..นักการเมือง
    ..ผู้บริหารบริษัทห้างร้านเอกชน
    ..ร้านขายยา

    การที่เราท่านจะนึกออกซักชื่อนึง เป็นไปอย่างยากลำบากมาก
    (มีบางเภสัชกร และหลายเภสัชกร ที่ยังนึกชื่อฮีโร่ไม่ออกแม้แต่ชื่อเดียว)
    (บางครั้งหรือหลายครั้ง และบ่อยครั้งที่พอเราเอ่ยชื่อฮีโร่ของเราขึ้นมา, เพื่อนๆเภสัชฯของเราอีกหลายคนก็จะมีข้อมูลที่มาแย้งเราได้เสมอว่าคนๆนั้นไม่อาจจะถูกเรียกว่าเป็น"ฮีโร่" ได้)


    ฮีโร่คือเภสัชกร..
    ..ที่ยังมีชีวิตอยู่ และทำงานอยู่ในเมืองไทย มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันให้กับสังคมเภสัชกรรมไทย
    ..ที่จะเป็นไอดอล ให้เภสัชรุ่นน้องๆได้เอาเป็นแบบอย่างในการก้าวไปเป็นเหมือนท่านได้อย่างไม่ต้องสงสัยในความสามารถ,ไม่ต้องสงสัยในเรื่องเบื้องหลัง, และไม่ต้องสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

    โพสเมื่อ 26 มิ.ย. 53 เวลา 13:08
  • thelegendkohboy
    tonyamis

    น้องวิตกกังวลมากไปรึเปล่าชีวิตจริงของพี่สวมบทบาทเภสัชกรมา20กว่าปีมีความสุขความสำเร็จมาตลอดอย่างไรทักทายแลกเปลี่ยนมุมมองแนววิธีคิดกันได้ครับ

    เปล่าวิตกเลยครับ,
    ทุกวันนี้ยังกินอิ่ม นอนอุ่น มีความสุขกับการเลี้ยงลูกสองคนด้วยตัวคนเดียว และหลับสบายดี,
    ทำงานปีละร้อยแปดสิบวัน (พูดง่ายๆคือทำงานหนึ่งวัน,พักหนึ่งวัน มาเป็นเวลานานละ)

    ว่างๆแวะมาอีกนะครับ,
    ขอบคุณที่แวะมาครับ

    โพสเมื่อ 25 มิ.ย. 53 เวลา 04:44
  • tonyamis

    น้องวิตกกังวลมากไปรึเปล่าชีวิตจริงของพี่สวมบทบาทเภสัชกรมา20กว่าปีมีความสุขความสำเร็จมาตลอดอย่างไรทักทายแลกเปลี่ยนมุมมองแนววิธีคิดกันได้ครับ

    โพสเมื่อ 24 มิ.ย. 53 เวลา 22:43
  • thelegendkohboy

    ๑๐. เภสัชฯสายงานดีเทล..ไปก่อนเพื่อนตั้งนานแล้ว!!"

    ไม่นานมานี้,เป็นยุครุ่งเรืองของ"เภสัชฯดีเทลยา"
    ในยุคนั้น....เงินเดือน,เบี้ยเลี้ยง,อินเซนถีฟจากการขาย,การปิดทาร์เก็ท,คอมฯเก็บ,รายได้จากการขายแซมเปิล,ขายกิมมิก,ขายยาลอยออร์เดอร์,บิลเลี้ยงลูกค้า,บิลน้ำมันรถ...รวมกันแล้วขี้หมูขี้หมาก็เดือนละห้าหกหมื่น ส่วนใหญ่ก็ได้แสนบวกลบเล็กน้อย, ปิดควอเตอร์ได้อีก, ปิดปีก็ได้อีก, บริษัทพาเที่ยวเมืองนอกตลอด

    ปัจจุบัน..
    ..เดือนนึงได้กี่บาท?, มีรถรุ่นใหม่ๆ,มีสวัสดิการงามๆให้หรือไม่?
    บริษัทยาใหญ่ๆแทบจะไม่จ้างดีเทลเภสัชฯ, หันไปจ้างคนขายเก่งๆและอดทนถึกๆที่ไม่ใช่เภสัชฯแทน

    โพสเมื่อ 21 มิ.ย. 53 เวลา 22:22
  • nuchote

    อ่านด้วยความเข้าใจ
    บางครั้งความรู้สึกก็คล้ายกันนะครับ
    แต่ก็พยายามดำรงชีวิตไปข้างหน้าให้ได้ด้วยความหวัง
    แม้จะยังไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนน่ะ

    โพสเมื่อ 19 มิ.ย. 53 เวลา 22:22
  • niwatrx
    thelegendkohboy

    ๙. ระหว่างยาราคาถูก กับ ยาจากมือของเภสัชกร..คนไทยเลือก ยาราคาถูก ซะเป็นส่วนใหญ่,
    และระหว่างยาแค่กินเป็นคำๆแค่เพียงพอให้อาการป่วยทุเลาเบาบางลง กับ การกินยาให้ครบคอร์ส...คนไทยเลือกแบบกินเป็นคำๆ

    เภสัชกรไทยต่อสู้กับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน (น่าจะก่อนผมเป็นเภสัชฯหลายปี),
    แต่คนไทยที่ไม่ใช่เภสัชฯ จะไม่ทำตามคำแนะนำอย่างเป็นนิสัยที่ติดตัวตลอดไป; เค้าเหล่านั้นยังชอบกินยาแบบครั้งสองครั้ง,ชอบกินยาจากร้านขายของชำใกล้บ้าน,ชอบยาโฆษณาเกินจริง,ชอบยาชุดเทพและมหาเทพที่จ่ายโดยคนที่ไม่ใช่เภสัชฯ,ชอบเชื่อคนข้างบ้านที่ไม่ใช่เภสัชฯ

    "คนไทยฟังเภสัชฯพูด,คนไทยฟังเภสัชฯแล้วเข้าใจ(เป็นการเข้าใจในขณะที่ฟังเภสัชฯพล่ามอยู่)
    แล้วคนไทยก็ทำท่าจะเชื่อ, แล้วทำท่าว่าจะทำตามที่เภสัชแนะนำ,...
    ...แต่พอกลับไปบ้าน, หรือเมื่อเวลาผ่านไปเล็กน้อย..เค้าก็จะลืมแทบทั้งหมดที่เภสัชฯเคยพูดไว้!!"


    สุดท้าย..เภสัชฯก็เบื่อ ก็เซ็ง ..เลยไม่พูดมากอีกต่อไป


    คุ้นๆ ว่ะ แล้วบางคนมีความรู้ด้วยนะ เป็นครู อาจารย์ พูดจนปากแฉะแล้ว เดียวนี้เลิกพูดแล้ว หมดไฟ

    โพสเมื่อ 17 มิ.ย. 53 เวลา 19:20
  • thelegendkohboy

    ๙. ระหว่างยาราคาถูก กับ ยาจากมือของเภสัชกร..คนไทยเลือก ยาราคาถูก ซะเป็นส่วนใหญ่,
    และระหว่างยาแค่กินเป็นคำๆแค่เพียงพอให้อาการป่วยทุเลาเบาบางลง กับ การกินยาให้ครบคอร์ส...คนไทยเลือกแบบกินเป็นคำๆ

    เภสัชกรไทยต่อสู้กับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน (น่าจะก่อนผมเป็นเภสัชฯหลายปี),
    แต่คนไทยที่ไม่ใช่เภสัชฯ จะไม่ทำตามคำแนะนำอย่างเป็นนิสัยที่ติดตัวตลอดไป; เค้าเหล่านั้นยังชอบกินยาแบบครั้งสองครั้ง,ชอบกินยาจากร้านขายของชำใกล้บ้าน,ชอบยาโฆษณาเกินจริง,ชอบยาชุดเทพและมหาเทพที่จ่ายโดยคนที่ไม่ใช่เภสัชฯ,ชอบเชื่อคนข้างบ้านที่ไม่ใช่เภสัชฯ

    "คนไทยฟังเภสัชฯพูด,คนไทยฟังเภสัชฯแล้วเข้าใจ(เป็นการเข้าใจในขณะที่ฟังเภสัชฯพล่ามอยู่)
    แล้วคนไทยก็ทำท่าจะเชื่อ, แล้วทำท่าว่าจะทำตามที่เภสัชแนะนำ,...
    ...แต่พอกลับไปบ้าน, หรือเมื่อเวลาผ่านไปเล็กน้อย..เค้าก็จะลืมแทบทั้งหมดที่เภสัชฯเคยพูดไว้!!"


    สุดท้าย..เภสัชฯก็เบื่อ ก็เซ็ง ..เลยไม่พูดมากอีกต่อไป


    โพสเมื่อ 17 มิ.ย. 53 เวลา 10:22
  • thelegendkohboy

    ๘. ความยอมรับและความเคารพนับถือของคนไทยต่อเภสัชกรเรียงตามลำดับจากมากไปน้อยคือ ..เภสัชกร รพ.ใหญ่ๆ, รพ.เล็กๆ,คนที่ทำงานประจำอยู่ในร้านยา,อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย,งานบริหารราชการระดับกระทรวงหรือเขต,งานบริหารระดับจังหวัด,โรงงานผลิต,ดีเทล,อาชีพอื่นๆ

    เภสัชกร รพ.ใหญ่ๆ, รพ.เล็กๆ..
    -รพ.มหาลัย>รพศ.>รพท.>รพช.
    -ในขนาดรพ.เท่ากัน..เภสัชฯที่เป็นหัวหน้า ดูดีกว่าระดับลูกน้อง

    เภสัชฯที่ทำงานประจำอยู่ในร้านยา..
    -ร้านใหญ่ๆยอดขายดี>ร้านเล็กๆยอดขายดี>ร้านใหญ่ขายไม่ดี>ร้านเล็กขายไม่ดี
    -เภสัชฯอายุมาก>เภสัชฯอายุน้อย>เภสัชจบใหม่

    เภสัชที่เป็นอาจารย์
    -มหาลัยราชการดังๆในกรุงเทพ>มหาลัยราชการดังๆในต่างจังหวัด>มหาลัยเอกชนเก่าๆ>มหาลัยเอกชนใหม่ๆ
    -อธิการฯปัจจุบัน>อดีตอธิการ>คณบดี>รองคณบดี>ศ.>ดร.>รศ.หรือผศ.>อาจารย์สอนนาน>อาจารย์สอนไม่นาน
    -จบจากนอก>จบในไทย

    เภสัชที่ทำงานงานบริหารราชการระดับกระทรวงหรือเขต,งานบริหารระดับจังหวัด ..
    -กระทรวงฯ>เขต>จังหวัด
    -หัวหน้า>ลูกน้อง

    เภสัชฯโรงงานผลิต
    -โรงงานขององค์การเภสัชฯ>โรงงานดัง>โรงงานไม่ดัง

    เภสัชฯดีเทล
    -บริษัทชื่อฝรั่ง>บริษัทชื่อไทยที่คุ้นหู(องค์การเภสัชฯก็อยู่ในกลุ่มนี้)>บริษัทชื่อไทยที่ไม่คุ้นหู
    -ทำตัวหรูหรา>ทำตัวพื้นๆ

    เภสัชฯนอกฟิลด์(อาชีพอื่นๆ)
    -ไม่แตกต่างกันในระหว่างเภสัชฯนอกฟิลด์ด้วยกัน
    แต่ถ้าเทียบกับคนอาชีพเดียวกันแต่ไม่ใช่เภสัชฯ ก็จะยังดูดีกว่า เล็กน้อย!


    โพสเมื่อ 16 มิ.ย. 53 เวลา 21:36
  • thelegendkohboy
    capturebynan

    ดำรงชีพแบบวันๆ เศร้า....มากค่ะ เป็นความจริงที่ไม่รู้จะเอาอะไรมาโต้แย้งค่ะ

    ศิลปะสามารถเยียวยาหัวใจเศร้าได้นะครับ,

    " ศิลปะเกี่ยวก้อยเดินทางไปพร้อมกับความสุขเสมอ "!!

    โพสเมื่อ 16 มิ.ย. 53 เวลา 10:30
  • thelegendkohboy
    ppjang

    อ่านแล้วจุกจังค่ะ

    ถ้าไม่มีการเอามาขมวดให้เป็นเนื้อความจริงล้วนๆแบบนี้ มันก็คงไม่จุกหรอกครับ,

    ขออภัยที่พูดเรื่องจริงนะครับ

    อิอิ

    โพสเมื่อ 16 มิ.ย. 53 เวลา 10:28
  • thelegendkohboy

    ๖.เภสัชฯโรงบาลไม่ใช่เภสัชกรเต็มตัว (แปลว่าทำงานได้คนละนิดคนละหน่อยแค่นั้นเอง)

    ที่ รพ.,
    แม้มีเภสัชกรมากมายหลายคนในรพ. แต่ก็หาใช่ทุกคนจะทำงานเภสัชกรรมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มกำลังความสามารถของตัวเองไม่,

    หลายคนไม่มีความรู้ความสามารถพอที่จะทำงานที่รพ.คาดหวังให้ทำได้
    หลายคนขี้เกียจที่จะทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่เภสัชฯตัวน้อยเรียกเค้าว่า.."หัวหน้า"
    หลายคนถูกระบบของรพ.กีดกั้นสมองไม่ให้คิด กีดกั้นโอกาสไม่ให้พัฒนางาน
    หลายคนทนไม่ได้..ก็ลาจากรพ.ที่เคยทำงานอยู่..หลีกหนีจากรพ.ไปตามยถากรรม



    ๗. ร้านขายยาเล็กๆแพ้ร้านขายยาใหญ่ๆ ในทุกทำเล

    ที่ร้านขายยา,
    แม้จะมีเภสัชกรหลายคน,หลายร้าน ทุ่มเทกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังใจ ทำร้านของตัวเองให้เป็นร้านขายยาที่ดี ที่มีคุณภาพตรงตามกลักการของร้านขายยาในฝันอย่างที่เคยถูกพร่ำสอนมา
    แต่..
    "ทุกร้านที่ทำท่าจะเป็นร้านดีๆ"เหล่านั้นก็ไม่มีทาง ไม่มีปัญญา สู้กับร้านยาใหญ่ๆในจังหวัด หรือในเขตที่ร้านของตัวเองตั้งอยู่ได้,
    ถึงพยายามสู้..ก็แพ้!



    ร้านยาใหญ่ๆ ...เป็นร้านที่เห็นแก่เงินทั้งนั้น!
    และการเห็นแต่เพื่อให้มาเพื่อเงินของร้านยาใหญ่ๆตามที่ผมกล่าวหานั้น..ไม่เว้นแม้แต่ร้านขายยาที่มีการรับรองว่าเป็น"ร้านยาคุณภาพ"

    โพสเมื่อ 16 มิ.ย. 53 เวลา 10:16
  • capturebynan

    ดำรงชีพแบบวันๆ เศร้า....มากค่ะ เป็นความจริงที่ไม่รู้จะเอาอะไรมาโต้แย้งค่ะ

    โพสเมื่อ 16 มิ.ย. 53 เวลา 01:25
  • ppjang

    อ่านแล้วจุกจังค่ะ

    โพสเมื่อ 16 มิ.ย. 53 เวลา 01:23
  • thelegendkohboy

    ๕.๑ สังคมเภสัชฯ ไม่มีคนดีเพียงพอที่มาเป็นคนปกครองเภสัชกรไทย

    ขยายความได้ว่า..
    ..ทั้งเภสัชฯข้าราชการ
    ..ทั้งเภสัชฯที่เป็นสมาคม หรือ ชมรม
    ..ทั้งตัวแทนที่เภสัชฯเลือกไป

    ต่างก็ดำรงชีวิตแบบ.."ไปวันๆ" ซะส่วนใหญ่,
    มีน้อยคนนักที่จะทำความดีให้เพียงพอที่จะสร้างสังคมให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหูชัดตาในชาตินี้ (แปลว่าคงต้องใช้เวลาหลายชั่วชีวิตคนที่จะมีสังคมเภสัชฯที่ดีได้ )
    ,
    และมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยในโลกแห่งเภสัชกรรมไทย
    เพราะ
    ..เภสัชฯข้าราชการ ไม่เคยทำงานให้เต็มที่
    เอาแค่เภสัชฯสสจ. กับ เภสัชฯอย. จะมีซักกี่คนที่..เอาจริง!

    ..เภสัชฯที่เป็นสมาคม หรือ ชมรม
    มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว,ส่วนพวก,ส่วนกลุ่ม ในทุกสมาคมหรือชมรมของเภสัชฯ
    อีกทั้งมีการหนุนหลังโดยบริษัทห้างร้านที่หวังผลประโยชน์จากทุกกิจกรรมชองสมาคมหรือชมรมของเภสัชฯด้วย

    ..ตัวแทนที่เภสัชฯเลือกไป..ที่ชื่อ "กรรมการสภาฯ"
    ฝีมือ ความสามารถ ความทุ่มเท และกำลังใจของ"ผู้ถูกเลือก" ตกต่ำลงๆไปเมื่อเวลาผ่านไป
    ในขณะที่ความคาดหวังของเภสัชกรไทยในฐานะ"ผู้เลือก"ก็เพิ่มขึ้นๆเมื่อเวลาผ่านไป


    ๕,๒ เภสัชกรไทยที่ดีๆ มักหมดแรงที่จะทำดี
    ..สุดท้ายก็หมดกำลังกาย หมดกำลังใจ หมดกำลังทรัพย์ หมดกำลังหนุนจากครอบครัว..
    ..ในที่สุดก็ท้อแท้, เก็บตัวอยู่อย่างตัวคนเดียวกับสังคมรอบข้างเพียงไม่กี่คน..ลืมสิ่งที่เคยคิดจะทำให้แก่วงการเภสัชกรรมไทยที่เคยตั้งใจไว้ เสียหมดสิ้น!!


    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 08:12
  • thelegendkohboy
    1358v6

    ผมว่านี้ไม่ใช่"ความจริงวันนี้" นะครับ แต่คือ"ความจริงทุกวัน"ของเภสัชกรประเทศนี้


    ต้อมาที่บล้อคนี้บ่อยๆนะ
    รับรองว่าถ้ามาบ่อย..ต้องลาออกเร็วกว่าที่คิดแน่นอน!! 555+



    เออ..ลืมบอกไปในคำเกริ่นนำ..

    .."ทุกเภสัชกรที่แวะมา, ช่วยออกความเห็นหน่อยนะครับ
    จะได้เสริมวาบความคิดของผมได้ และที่สำคัญ..จะได้ไม่ตกประเด็น"

    อิอิ

    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 01:47
  • 1358v6

    ผมว่านี้ไม่ใช่"ความจริงวันนี้" นะครับ แต่คือ"ความจริงทุกวัน"ของเภสัชกรประเทศนี้

    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 01:35
  • thelegendkohboy

    ๔.๑ อดีตคือยุคที่ใบประกอบโรคศิลปะหาได้ง่ายๆ , ใบประกอบฯราคาไม่แพง

    นับตั้งแต่เภสัชกรถูกผลิตมาตั้งแต่สมัย "วิทยาลัยแพทย์" มาจนถึงช่วงประมาณปีพศ.๔๐ (ตัวเลขชัดๆคงจะบวกลบไม่กี่ปี)..เภสัชกรไทยไม่ต้องตะเกียกตะกายหาใบประกอบโรคศิลปะ; กล่าวคือขอให้พาตัวเองให้จบปริญญาเภสัชเหอะ ไม่ว่าจะจบจากที่ไหน ก็ได้ใบประกอบฯ เช่นจบจากจุฬาฯ, เชียงใหม่, สงขลา, ต่างก็ได้ใบประกอบฯกันถ้วนหน้า, ได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสอบ!!
    ** แม้แต่เภสัชกรจากมหาลัยห้องแถวที่ฟิลิปปินส์ก็ได้ใบประกอบฯ !!
    (มีเภสัชฯหลายคนที่ทำกร่างอยู่ในแวดวงสาสุขไทยปัจจุบัน เป็นเภสัชฯที่คนยุดผมเรียกว่า.."จบปินส์" ,
    ทั้งที่เป็นคนใหญ่ในกระทรวง,ในอย.,ในสสจ.,ในรพ.รัฐ,ในรพ.เอกชน,ในร้านยายี่ปั๊วใหญ่ๆหลายจังหวัด,ในโรงงานยา)**


    ๔,๒ ปัจจุบันคือยุดที่..การมีใบประกอบฯคือการมีเงิน, ใบประกอบฯมีราคาแพง, เภสัชฯไร้ใบประกอบคือเภสัชฯไร้ค่า!!

    กว่าที่เภสัชกรจะได้ใบประกอบนั้นยากเย็ญแสนเข็ญยิ่งนัก
    -ต้องทุ่มเทเรียนหนังสืออย่างหนัก
    -ต้องลงทุนด้วยเงินและเวลามากมาย

    ..มีหลายองค์กรที่ทำมาหากินจากความต้องการสิ่งที่เรียกว่า"ใบประกอบโรคศิลปะ"นี้
    **องค์กรที่กล่าวมานี้..ที่สำคัญที่สุด และมีบทบาทที่สุด องค์กรนั้นเรียกว่า.."มหาวิทยาลัย.."

    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 01:05
  • thelegendkohboy
    niwatrx

    อ่านแล้วหดหู่ แต่เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ

    ผมตั้งใจจะลงในรายละเอียดของทุกภาคส่วนที่เภสัชกรไทยทำงานอยู่นะครับ,
    คงต้องค่อยๆเขียนไป, ค่อยๆลงลึกไปเรื่อยๆครับ


    คงมีอีกหลายสิบตอน..กว่าจะจบ!

    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 00:13
  • niwatrx

    อ่านแล้วหดหู่ แต่เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ

    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 00:11
  • thelegendkohboy
    apotheker

    พี่โต้งไม่ลงเฟซบุคอ่ะ คนอ่านเยอะกว่านะผมว่า^^

    มันจะประจานความน่าอดสูของเภสัชกรรมไทย ออกไปข้างนอกเกินไปรึป่าวครับ?

    ผมไปทำกระทู้ลิ้งค์ไว้ที่คาเฟ่แล้วนะ

    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 00:08
  • apotheker

    พี่โต้งไม่ลงเฟซบุคอ่ะ คนอ่านเยอะกว่านะผมว่า^^

    โพสเมื่อ 15 มิ.ย. 53 เวลา 00:06
  • thelegendkohboy

    ๓.ความเป็นปึกแผ่น/ความแน่นเหนียวในวิชาชีพ/ความรักกันในวิชาชีพ ระหว่างเภสัชกรไทยด้วยกันเอง

    ..น้อยลง,ห่างเหิน
    ..ต่างคนต่างไม่เห็นความสำคัญ
    ..แทบจะไม่มี

    เพราะต่างคนต่างต้องการเอาตัวเองให้รอด
    (รอดได้ก็บุญแล้ว!!)

    โพสเมื่อ 14 มิ.ย. 53 เวลา 23:56
ปลายหุบของเภสัชกรไทย ; The Ending Thai Pharmacist
โพสต์เมื่อ วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน 2553
เวลา 23:07
เข้าชม 151 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/qC8R9M